28
Dec
share facebook share twitter

UTM Tagging ใน Google Analytics คืออะไร?

Google Analytics

UTM หรือ UTM Tagging คือ การประเมิน performance ของ marketing campaign ผ่าน parameters หรือชุดข้อมูลที่พ่วงต่อท้าย url เว็บไซต์

 

เชื่อว่า Marketers ทุกท่านต้องการ track ROI (Return on Investment) สำหรับ campaign ที่ได้ทำออกไปเพื่อสรุปผลกลับมาว่า ไอ้ที่เราทำไปนั้นประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับจำนวนเม็ดเงินที่เราลงทุน แน่นอนครับ Google Analytics ให้คุณทราบข้อมูลเหล่านี้ได้ โดยใช้ UTM parameters

 

องค์ประกอบของ UTM

utm คือชุด strings ที่ต่อท้าย url เว็บไซต์ สังเกตได้ง่ายๆ ว่าจะเริ่มต้นด้วยเครื่องหมาย ? แล้วตามด้วยคำว่า utm ส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ใน utm ได้แก่ :

Source – user เข้าผ่านเว็บไซต์คุณผ่านช่องทางไหน เช่น ผ่านทาง google, facebook หรือเว็บไซต์อื่นๆ

Medium – user เข้าผ่านเว็บไซต์คุณมาได้อย่างไร เช่น cpc (Paid), organic หรือ referral (ผ่านเว็บไซต์อื่น)

หรือสามารถท่องจำง่ายๆ ว่า Source = Where?, Medium = How?

 

ตัวอย่าง

กรณีที่ users เข้าผ่านเว็บไซต์คุณโดยการพิมพ์ keyword, query เข้ามา เช่น “google analytics คือ” แล้วเลือกคลิกที่ผลการค้นหาแรก https://www.itopclass.com/bloggoogle-analytics-คืออะไร/ ใน tool google analytics จะ track ว่า traffic ที่ได้นี้มาจาก source = google medium = organic โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกันกับ search engine เจ้าอื่นๆ สมมติว่าคุณเข้าผ่าน Bing ข้อมูลจะขึ้นเป็น bing / organic อีกกรณีหนึ่งถ้า user เลือกที่จะคลิกผ่าน ad แล้ว landing มายังที่หน้าเดียวกันนี้ ใน google analytics จะ track ว่า traffic นี้มาจาก source = google, medium = cpc ให้โดยอัตโนมัติ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นกรณีของ facebook เมื่อคุณทำ boostpost หรือมีการจ่ายเงินเพื่อลง content (click to website) ใน google analytics นั้นจะ track ว่า traffic นั้นมาจาก facebook / referral หรือ มองว่า facebook คือเว็บไซต์หนึ่งนั่นเอง ดังนั้นถ้าคุณต้องการทราบว่าเงินที่จ่ายให้กับ facebook นั้นได้ผลมากน้อยแค่ไหนในเรื่องการพาคนเข้าสู่เว็บไซต์โดยดูข้อมูลจาก google analytics คุณต้องกำหนด source = facebook medium = cpc ตัวอย่างเช่น Itopclass นำ content google analytics คืออะไร? ไปโปรโมทผ่านทาง facebook (แบบเสียเงิน) เราจะ set เป็น :

 

https://www.itopclass.com/bloggoogle-analytics-คืออะไร/?utm_source=facebook&utm_medium=cpc

source medium google analytics

Source/Medium อยู่ใน Report Acquisition > All Traffic

source or medium google analytics

สามารถเลือกตรง tab ได้ด้วยว่าจะดูแค่ Source หรือ Medium

 

Campaign – เป็นข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมที่คุณต้องการ track เราแนะนำข้อมูลส่วนนี้ให้ใส่เป็นชื่อ marketing campaign เช่น winter_promotion (ให้ใช้ “_” แทนการเว้นวรรคในการสร้าง utm)

campaign google analytics

ไปที่ Secondary dimension แล้วเลือก Campaign เพื่อดูชื่อ campaign

campaign secondary dimension google analytics

เราสามารถดูได้เลยว่า campaign ไหนมาจาก Source / Medium อะไร

 

Term – คือข้อมูล keyword ที่จะถูกใส่เข้ามาอัตโนมัติกรณีที่ user เข้าเว็บไซต์คุณผ่าน google / cpc ที่เป็น search ตัวอย่างเช่น user พิมพ์ keyword คำว่า “คอร์ส google analytics” แล้วเลือกคลิก link ที่เป็น ad https://www.itopclass.com/courses/ ใน google analytics จะ track traffic นี้มาจาก source = google, medium = cpc, term = คอร์ส_google_analytics

keyword google analytics

เมื่อต้องการดู term ใน google analytics จะใช้ชื่อ dimension ว่า Keyword

keyword secondary dimension google analytics

เมื่อเลือกเป็น Secondary Dimension เราสามารถดูได้ว่า keyword ไหนนำคนเข้ามาเว็บไซต์หรือก่อให้เกิด conversions มากที่สุด (ข้อมูลนี้จะถูกป้อนเข้าอัตโนมัติสำหรับ google search ad)

 

Content – เมื่อคุณนำ content ไปโปรโมทผ่านทาง facebook คุณอาจจะใส่ชื่อ title ของ content ต่อท้ายในส่วนของ utm_content=content_name ไปด้วยก็ได้เพื่อการ tracking ที่ดูเจาะจงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ทาง Itopclass นำ content google analytics ไปโปรโมทผ่าน facebook / cpc เราจะ set utm ให้กับ url เป็น

https://www.itopclass.com/bloggoogle-analytics-คืออะไร/?utm_source=facebook&utm_medium=cpc&utm_content=what_is_google_analytics

ad content google analytics

ข้อมูล content ใน google analytics ใช้ dimension ชื่อ Ad content

 

Email marketing ทำ utm อย่างไรดี?

สมมติว่า ณ season นั้นคุณต้องการวัดผลจาก email marketing campaign ที่ได้ทำการปล่อยออกไป คุณทำการส่ง email ไปหาฐานลูกค้าของคุณ เพื่อจะ drive traffic เข้ามายังหน้ารายการสินค้า คุณต้องการทราบว่า email direct marketing  นั้นส่งผลในเรื่อง lead มากน้อยแค่ไหน คุณต้องทำการติด utm ไม่อย่างนั้น google analytics จะมองว่า traffic ที่วิ่งมาจาก email นั้นคือประเภท referral เช่น user ใช้ gmail ข้อมูลที่จะขึ้นใน google analytics คือ gmail.com / referral ดังนั้นคุณต้องติด utm ดังนี้ :

https://www.itopclass.com/blog/?utm_source=newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=20_percent_discount — campaign = 20_percent_discount ทางเราต้องการวัดว่าส่วนลดที่มอบให้กับฐานลูกค้านั้นได้ผลตอบรับดีหรือไม่ในเรื่องของ leads ที่ได้รับหรือไม่

email campaign google analytics

จะสังเกตเห็นว่า outlook ถูกมองเป็น referral เนื่องจากไม่ได้ถูก set utm (source = newsletter, medium = email)

 

Pattern utm ควรจะทำความเข้าใจให้ตรงกัน

คุณควรจะมี template ในการสร้าง utm ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน เพราะว่า utm parameters นั้นเป็นการ track แบบ case-sensitive หรือเพียงแค่พิมพ์ชื่อไม่เหมือนกัน หรือตัวพิมพ์ใหญ่เล็กแตกต่างกัน google analytics จะมองเป็นคนละตัวทันที ตัวอย่างเช่น :

source medium google analytics

Google analytics มองว่ามาจากคนละ source กัน ทั้งที่มาจาก facebook เหมือนกัน สิ่งที่ควรทำคือตั้งชื่อ source ให้เป็น pattern เดียวกันคือ facebook

 

email campaign google analytics

Newsletter และ email ควรจะจัดอยู่ใน medium เดียวกัน จะสังเกตเห็นว่าตัวเล็กตัวใหญ่ google analytics จะมองว่าเป็นคนละตัวทันที

 

 

ตัวช่วย UTM Builder

คุณสามารถลด human error ได้เป็นอย่างมากโดยการที่ไม่ต้องมานั่งพิมพ์ url ที่ตามด้วย utm parameters ต่างๆ ด้วยตัวเอง เพราะเรามีตัวช่วย generate utm ให้เพียงแค่คุณใส่ข้อมูลต่างๆ ลงไป โดยสามารถใช้งานได้ที่ :

https://ga-dev-tools.appspot.com/campaign-url-builder/

utm builder

กรอกรายละเอียดต่างๆ แล้ว tool จะ generate url ให้โดยอัตโนมัติ

 

สรุป

ทุก marketing campaign ต้องสามารถ track ได้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า channel ไหน ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ google ได้ผลดีที่สุด หรือถ้าต้องการรายละเอียดในการ tracking ลึกกว่านั้น เราสามารถใส่ข้อมูลได้ถึงในระดับ campaign และ content เพราะบางครั้งเราอาจจะตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ถ้าเป็น source / medium เดียวกัน แล้ว campaign ไหนที่นำ traffic หรือ lead มาให้กับเรามากกว่ากัน เพื่อที่ว่าเราจะได้เพิ่มงบประมาณให้กับสิ่งที่สร้าง performance ดี หรือ ปรับลด/ตัด งบประมาณสื่งที่กระทบ perfromance ในภาพรวม


tags :