06
Sep
share facebook share twitter

Facebook Ad, การทำโฆษณาบน Facebook ทำอย่างไร?

Facebook

Facebook Ad คือ การทำตลาดออนไลน์บนเฟสบุ๊ค โดยที่ผู้ทำไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกวัตถุประสงค์ (campaign objective) ของการทำโฆษณา facebook ได้อีกด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจของเรา แต่ objective ต่างๆ ที่มีให้เลือกใน option การสร้าง campaign นั้นมีมากมาย บทความนี้จะมาอธิบายว่าแต่ละ campaign ว่ามีรูปแบบการทำงานแบบไหน เพื่อให้คุณเลือก campaign ที่ใช่สำหรับการทำตลาดของคุณ

คิดว่าหลายๆ คนคงจะเจอปัญหาแบบนี้ว่า “ทำการตลาดออนไลน์แต่ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองทำได้ไหม?” อยากจะทำโฆษณา Facebook ทำยังไงดี? “โฆษณาประเภทไหนที่เหมาะกับธุรกิจของเรา” “อยากขายของได้เยอะๆต้องทำยังไง” ซึ่งคำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่คนที่อยากจะทำการตลาดออนไลน์แทบทุกคนอยากรู้ วันนี้ผมจึงอยากนำเสนอวิธีการเลือกแคมเปญที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ ที่ไม่จำเป็นต้องมีเว็บก็ทำได้!

 

หา Target ให้เหมาะกับการทำตลาดบน Facebook

ซึ่งจากแคมเปญของ Facebook ตอนนี้ที่มีมากมายหลาย เราจะต้องเลือกแคมเปญที่เหมาะสมที่สุด โดยการดูจาก “จุดประสงค์” ในการทำโฆษณานั้นๆ จุดประสงค์ที่ว่าก็จะมีหลายข้อเช่น
1. อยากโปรโมทให้คนรู้จัก
2. อยากให้คนทัก inbox เข้ามาถามเพื่อขาย
3. อยากให้มี Like, comment, share เยอะๆ
4. อยากให้คนลงทะเบียน

ซึ่งเมื่อคุณรู้แล้วว่าจุดประสงค์ในการทำโฆษณาของคุณต้องการอะไร ก็มาดูกันเลยว่า แคมเปญไหนที่เหมาะกับคุณ !

 

Campaign ไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ?

Local Awareness

แคมเปญนี้เหมาะมากสำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีหน้าร้าน อาทิเช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านล้างรถ ร้านขายของ ฟิตเนส หรือธุรกิจอะไรก็ตามที่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง

Facebook Ad Manager campaign objective


ทำไม? เพราะ แคมเปญนี้เป็นแคมเปญที่จะโปรโมทหน้าร้านของคุณเพื่อให้กับคนบริเวณรอบๆ ได้รู้จักคุณนั่นเอง! เพราะบางครั้ง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องโฆษณาไปไกลมากก็ได้ ด้วยปัจจัยที่ว่า “ไกลเกินไป”


ยกตัวอย่างเช่น ผมเห็นโฆษณาร้านล้างรถร้านหนึ่ง ผมเห็นแล้ว อืม…ร้านนี้น่าสนใจราคาก็ถูก น่าจะไปลองสักหน่อย แต่พอเข้าไปเพื่อไปดูว่าอยู่ที่ไหน ปรากฏว่าร้านไกลมาก! ซึ่งผมคงจะไม่อยากขับรถไปไกล ฝ่ารถติด และเปลืองน้ำมันไปไกลๆ ขนาดนั้นเพื่อล้างรถแน่ๆ

 

Facebook ads in news feed

ดังนั้นการทำโฆษณาประเภทนี้จึงจะเห็นผลที่ดีสุดถ้าหากว่าคนที่เห็นโฆษณาของเรา อยู่ไม่ไกลจากเรามาก สามารถเดินทางมาหาเราได้สะดวก เป็นต้น แต่! แล้วทำไมต้องทำโฆษณาแคมเปญนี้ล่ะ? แคมเปญอื่นก็สามารถตั้ง Location ได้นี่นา… ใช่ครับแต่จุดเด่นของแคมเปญนี้ไม่ใช่อยู่ที่ตรงนั้น จุดเด่นจริงๆคือ เราสามารถ เซตปุ่มให้คนที่คลิก สามารถทำ Action ที่เรากำหนดได้ทันที ซึ่งเราเรียกว่าการทำ Call to Action นั่นเอง!

 

Call to Action ประกอบไปด้วย :

1. โทร (สามารถคลิกที่ Link แล้ว โทรหาเราได้เลยทันที)
2. ขอเส้นทาง (เมื่อคลิก Facebook จะแสดงเส้นทางไปที่ร้านนั้นให้เราเห็น)
3. ส่งข้อความ (สามารถ Inbox สอบถามข้อมูลต่างๆได้ทันที)
4. Like เพจ (ถ้าชอบแล้วสนใจ สามารถกด Like Page จากปุ่มนี้ได้เลย!)
5. เรียนรู้เพิ่มเติม (อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถ ตั้งให้คลิกแล้วไปที่เพจ หรือ เว็บไซต์ ของเราได้เลย)
6. Save Post (หากชอบหรือสนใจ ก็สามารถ Save Post นั้นไว้เพื่อมาดูอีกทีหลังก็ได้)

นี่แหละครับ! ความเจ๋งของแคมเปญนี้ ที่แคมเปญอื่นๆ ไม่มี เพราะฉะนั้น สำหรับธุรกิจไหนที่มีหน้าร้านก็อย่าลืมลองเลือกแคมเปญนี้ในการทำโฆษณาของคุณนะครับ เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์โฆษณาของคุณได้แน่นอนครับ!

 

Lead Generation

แคมเปญถัดมาเป็นแคมเปญที่เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลลูกค้าโดยไม่ต้องใช้เว็บไซต์ ที่สำคัญยังง่ายต่อผู้ใช้อีกด้วย เพราะโฆษณาประเภทนี้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องโหลด หรือออกไปนอกแพลตฟอร์มจาก Facebook เลย (สามารถกรอกข้อมูลได้จาก Facebook ทันที) ทำแบบสำรวจสั้นๆ หรือให้ลูกค้าลงชื่อไว้เพื่อติดต่อกลับไปหาลูกค้าด้วยตนเอง เพราะเป็นแคมเปญที่สามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าที่จำเป็น เช่น ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทร, E-mail หรืออื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญ ยังสามารถตั้งคำถามมาถามลูกค้า และให้ลูกค้าเลือกตอบได้อีกด้วยครับ


ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเราขายเสื้อ แล้วต้องการให้ลูกค้ากรอกว่าลูกค้าต้องการสั่งเสื้อสีไหน ระหว่างขาว ดำ น้ำเงิน ก็สามารถนำมาใช้ประยุกต์แบบนี้ได้นะครับ

Facebook Ad manager Lead Generation

 

โดย Lead Generation จะประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ครับ:
1. โฆษณาจะแสดงผลในหน้า News Feed เหมือนกับโฆษณาทั่วๆไป (ต้องคลิกที่โฆษณาจึงจะรู้ว่ามันคือ Lead Generation)
2. เมื่อคลิกแล้วจะเจอหน้า Welcome Screen ซึ่งคือหน้าที่เราสามารถใส่ข้อความและรูปภาพเข้าไป เพื่อบอกว่าโฆษณานี้เป็นโฆษณาเกี่ยวกับอะไร และมีปุ่มให้กดเพื่อไปต่อ (ซึ่งหน้า Welcome Screen นี้ เราจะเลือกมีหรือไม่มีก็ได้นะครับ)
3. ต่อมาจะเป็นหน้าให้กรอกข้อมูลต่างๆ ครับ ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องกรอกให้ครบทุกข้อ จึงจะถือว่ากรอกเสร็จสมบูรณ์ครับ
4. เมื่อกรอกข้อมูลครบแล้วจะไปสู่หน้า “ขอบคุณที่ลงทะเบียน”

 

Traffic (Click to website)

แคมเปญที่ผมจะแนะนำถัดไป คือ แคมเปญที่เคยเป็นที่นิยมมากในช่วงแรก โดยชื่อเก่าของแคมเปญนี้ก็คือ Click to website ครับ แต่ปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Traffic แล้ว เพราะ ณ ตอนนี้ ความสามารถของมันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการสร้าง Traffic ไปยังเว็บไซต์เท่านั้น แต่ยังสามารถสร้าง Traffic ไปที่ App หรือ Messenger ที่คุณมีได้โดยตรงอีกด้วยครับ!

Facebook Ad Manager Traffic

 

โดยหลักการที่ผมอยากแนะนำสำหรับผู้ใช้แคมเปญนี้นะครับ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดูแล SME หรือผู้ประกอบการที่ยังไม่มีเว็บไซต์ ก็คือผมแนะนำให้สร้าง Traffic ไปที่ Messenger ครับ เพราะการทำ Traffic แบบนี้ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการขายสินค้าผ่าน Inbox เพื่อที่จะให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถเพิ่มช่องทางการขาย และต่อรองราคากับลูกค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณของลูกค้าที่ทักเข้ามาถามได้มากขึ้นด้วยครับ!

การทำงานของแคมเปญนี้ จะเน้นไปที่หาคนที่ คลิกที่โฆษณาของเราในราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือก็คือ Cost per click (CPC) ต่ำที่สุดนั้นเอง จัดว่าเป็นแคมเปญยอดนิยมที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่มีรูปภาพ Caption และ Link ก็สามารถทำได้แล้ว (กรณี Messenger ไม่จำเป็นต้องมี Link เลยครับ)

 

** การทำโฆษณาบน Facebook Campaign ถือว่าเป็น Element ที่ใหญ่ที่สุด แต่ภายใต้นี้องค์ประกอบนี้ ยังมีโครงสร้างของการทำโฆษณาที่ตามมาอีกเช่นกัน อ่านโครงสร้างของการสร้าง Campaign ที่นี่

 

UPDATE : เมื่อ Algorithm News Feed เปลี่ยนเราควรอัดเงินโฆษณา facebook เพิ่มขึ้นหรือไม่?

เป็นคำถามที่หลายๆ คน รวมถึงนักการตลาดให้ความสนใจและถกเถียงกันว่า แบบไหนจะให้ผลตอบรับที่ดีกว่ากัน? โดยเฉพาะจากข่าวในช่วงที่ผ่านมา ที่ทาง Facebook มีการประกาศปรับลด Organic Reach ให้น้อยลง ซึ่งทำให้คนที่ติดตามเพจต่างๆ จะเห็นโพสจากเพจที่ตนเองติดตามน้อยลง แต่จะเห็นโพสของเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น จากเหตุการณ์นี้จะยิ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่บอกกับเราว่า “ต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินทำโฆษณา facebook ที่มากขึ้นเสมอไปหรือเปล่า?”


ก่อนจะไปตอบคำถามในข้างต้นเราต้องเข้าใจ Vision ของ Facebook ก่อนที่ว่า “People use Facebook to stay connected with friends and family, to discover what’s going on in the world, and to share and express what matters to them.” จะเห็นได้ว่า Facebook นั้น ให้ความสำคัญกับเนื้อหา หรือ Content มากกว่าสิ่งอื่นใด เนื้อหาที่ Facebook สนับสนุนคือ เนื้อหาที่เป็นความจริง, สาระความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์, สิ่งที่คนสนใจ หรือสนุกสนาน โดยเนื้อหาเหล่านี้มักจะเป็นเนื้อหาที่ได้รับผลตอบรับที่ดี ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง หากเรามีเงินในการทำโฆษณามากๆ ก็สามารถทำให้คนเข้าถึงเยอะได้เช่นกัน แต่ในความเป็นจริงนั้น เงินอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์สำหรับการทำโฆษณาบน Facebook ได้ทั้งหมด เพราะถ้า Content หรือเนื้อหาของโพสต์ไม่ดี ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม เช่น เนื้อหาไม่น่าสนใจ หรือภาพไม่น่าสนใจ ต่อให้เราลงเงินทำโฆษณามากแค่ไหน ก็สู้ Content ที่ดี ๆ ไม่ได้ เพราะ Content ที่ดีมันดีด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งบางครั้งต่อให้เราไม่ลงเงินในการทำโฆษณาเลย แต่ก็สามารถมี Engagement ที่เยอะได้ (แน่นอนครับ การทำ Content ที่ดีขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) ตราบใดที่เนื้อหา หรือ Content เรามีคุณภาพ หรืออย่างน้อยถ้าเราจะลงโฆษณา เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบค่าโฆษณามากมายอะไร ก็สามารถมี Engagement ที่ดีได้ (บางครั้งอาจมากกว่าคนที่ลงโฆษณาเป็นหลักหมื่น ด้วยซ้ำ)

ดังนั้นผมขอสรุปว่า Content ดีจะมีผลตอบรับที่ดีกว่าแน่นอนครับ 😊

 

นี่แหละครับ! ทั้ง 3 Campaigns สารพัดประโยชน์ ที่ใช้ง่ายและใช้ได้จริง ยังไงแล้ว ผมขอฝากคุณผู้อ่านทุกท่านไปลองใช้กันดูนะครับ 🙂


tags : ,