24
Nov
share facebook share twitter
SEO content

SEO Content ทำอย่างไรให้ได้อันดับ?

SEO

การทำ SEO Content ยิ่งยาว ยิ่งดี จริงหรือ?

 

รายละเอียดของ SEO หากจะบรรยายผ่าน content เพียงฉบับเดียวคงไม่หมด บทความนี้ จะขอโฟกัสไปยังการวิเคราะห์ Quality Content คร่าวๆ ของ Google ว่าเขานำเกณฑ์อะไรเข้ามาพิจารณา content บ้าง ก่อนที่จะนำเว็บไซต์ขึ้นไปแสดงผลในหน้าผลการค้นหา (Search Engine Result Page: SERP) ในลำดับต้นๆ หรือการส่งไปติด SEO ในหน้าแรก ทั้งนี้เพื่อเป็นการมั่นใจว่า user หรือ searcher ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่สุดและตรงกับ keyword หรือ query ที่ทำการป้อนเข้าไปมากที่สุด หลายคนอาจจะสงสัยว่าสาเหตุใด Google ถึงต้องมีการคอยเช็ค quality ของผลการค้นหาอยู่ตลอดเวลา (รับผิดชอบโดย Search Quality Team) นั่นเพราะหาก Google นำเสนอสิ่งที่ไม่ตรงตามความต้องการ (search intent) ของ user เป็นจำนวนหลายครั้ง และเกิดกับ user หลายคน ในอนาคต ผู้ใช้อาจจะหนีหายจาก platform ของ Google เข้าไปใช้บริการ seach engine จากแพลตฟอร์มเจ้าอื่นก็เป็นได้ และจากที่สัญญาไว้ในหัวข้อว่า content ยิ่งยาว Google จะมองว่าคือ quality content หรือไม่

 

Panda กับหน้าที่คัดกรอง Quality Content

 

Panda คือหนึ่งใน algorithms หลักที่ Google ใช้ประเมินเว็บไซต์ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดแก่ users ที่มาของชื่อง่ายๆ เลย ตามชื่อคนที่คิดค้น นั่นคือ Navneet Panda ในสมัยก่อนนั้น คนทำ SEO สามารถทำให้เว็บไซต์ของตนติดอันดับต้นๆ (top ranks) ของผลการค้นหาได้โดยง่าย เพียงแค่อัดจำนวน keyword คำนั้นเข้าไปเยอะๆ ในตัวเนื้อหา (เราเรียกว่าการ spamming หรือ stuffing keyword) อยากจะติด rank ต้นๆ ใน keyword คำไหน ขอเพียงแค่สร้างหน้าใหม่ในเว็บไซต์ เขียนเนื้อหาเพียงไม่กี่บรรทัด แต่อัดแน่นไปด้วย keyword เหล่านั้น ก็เพียงพอ ซึ่งเรามีตัวอย่าง content ที่ว่า (สมมติ keyword ในที่นี้คือ “ทำ SEO”) :

 

“การทำ SEO สามารถทำได้ไม่ยากหากคุณจะลองทำ SEO ดู เพราะ SEO คือหนึ่งในการทำตลาดออนไลน์ การทำ SEO ให้ได้ผลสามารถทำให้เว็บคุณติด SEO ในลำดับต้นๆ ได้ และ การทำ SEO จะนำ traffic เข้ามาสู่เว็บไซต์คุณอย่างมหาศาล คุณอยากจะลองทำ SEO ดูบ้างไหม? … ”

 

คุณสังเกตอะไรในพารากราฟข้างบนบ้าง? — ดูผิดธรรมชาติ ทำให้อ่านแล้วสะดุดใช่ไหมครับ? สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ content ชิ้นนี้พยายามทำการ stuff keyword คำว่า “ทำ SEO” เพื่อให้เพจของเว็บไซต์ติดอันดับต้นของผลการค้นหานั่นเอง ในสมัยก่อนมีหลายเว็บไซต์ที่ต้องการโกง Google โดยเลือกใช้วิธีในข้างต้น อยากติด rank ใน keyword ไหนก็สามารถทำได้ อยากติดคำว่า “เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี” ก็ทำเพียงแค่ใส่คำนี้เข้าไปใน content เยอะๆ เราเรียกเว็บไซต์ที่ทำ content หลายเรื่อง โดยแต่ละเรื่องผลิตออกมาสั้นแต่อุดมไปด้วย keyword ไม่ได้สร้าง value อะไรให้แก่ผู้อ่านว่า เว็บ Content Farm ดังนั้นเพื่อเป็นการกวาดล้างการทำ SEO ในรูปแบบนี้ แพนด้าจึงถือกำเนิดขึ้นนั่นเอง

 

seo panda algorithm

seo panda algorithm

 

แล้ว SEO Content แบบไหนที่จะถูกใจ Panda

 

การสร้าง SEO Content ที่ดีควรเริ่มจากความคิดที่ว่า “เราทำ content เพื่อคนอ่าน ไม่ใช่เพื่อ SEO” อาจจะดูฟังดูขัดใช่ไหมครับ แต่ถ้าคุณดูเว็บไซต์ที่อยู่ใน SEO อันดับต้นๆ มีการใส่ keyword ใน content ตรงเป๊ะกับ keyword ที่เราป้อนเข้าไปในจำนวนไม่ถึง 5% หรือน้อยกว่า และ content ที่ติดอันดับต้นในหน้าผลการค้นหา จะมีการเขียนบทความที่ละเอียด เจาะลึก และมีการยกตัวอย่างเช่น case study (ซึ่ง users ช๊อบชอบ)

 

seo words total

ข้อมูล stack chart แสดง ปริมาณคำ (words) โดยเฉลี่ยของหน้าเว็บไซต์ที่ติดอันดับ top ten นั้นอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 2,450 คำ ! (ใช้ข้อมูล urls ในสหรัฐอเมริกา)

 

ดังนั้นเราจึงลองเลือกใช้ keyword คำว่า “การทำ SEO” เพื่อพิสูจน์สมมติฐานของเราว่า stack chart ในข้างต้นจริงเท็จเพียงใดนั้น ผลปรากฎว่า …

seo serp keyword seo

 

เมื่อกดเข้าไปใน url ที่ติด SEO สองอันดับแรกพบว่า url อันดับแรกมีจำนวนคำ (นับเฉพาะคำที่อยู่ในส่วนของเนื้อหาเท่านั้น) มีถึง 1,973 คำ ส่วน url อันดับสองมีจำนวน 2,258 คำ (นับเฉพาะส่วนของเนื้อหาเช่นเดียวกัน) และถ้าลองไล่อ่านดูเนื้อหาของทั้งสองเว็บไซต์จะพบว่าเขาผลิต content ออกมาสำหรับช่วยเหลือผู้ที่กำลังเริ่มศึกษา SEO จริงๆ ครับ สอดคล้องกับหนึ่ง quote จาก serpIQ ที่ว่า “Length is strength.” หรือยิ่งยาวยิ่งดีต่อ SEO ครับ ไม่ใช่เพียงแค่ยาวอย่างเดียวนะครับ แต่ต้อง ยาว และ คุณภาพ เพื่อตอบคำถามใน keyword ที่ user พิมพ์เข้ามาได้อย่างชัดเจน หากคุณยังสงสัยลองกดเข้าไปอ่านได้เลยครับ และคุณจะพบว่าเขาตอบคำถามได้ละเอียดจริงๆ สมควรแก่การติด SEO อันดับ 1 และ 2 :

 

http://www.webbastard.net/การทำ-seo-ให้เว็บติดอันดับ/

http://hooktalk.com/seo-basic-for-beginners/

 

สรุป

 

ถ้าจะเปรียบ Panda Algorithm คงเปรียบเสมือน filter คอยคัดกรองแยกระหว่าง high quality และ low quality content นั่นเอง หลังจากที่ update algorithm ตัวนี้เริ่มทำงานเว็บไซต์ประเภท content farm นั้นร่วงหล่นหายตายจากไปเป็นแถว แต่ผู้ที่สามารถขึ้นอันดับมาได้คือเว็บไซต์ที่สร้างสรรค์ content คุณภาพ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ดังนั้นจำไว้เสมอนะครับ เมื่อจะเขียน content ให้รีเสิชหา keyword ก่อนว่าในฐานะ user เราจะเลือก search คำไหนเมื่อต้องการอ่านเนื้อหาที่เราเขียน และใส่ keyword หรือคำที่เกี่ยวข้องกับ keyword นั้นในปริมาณไม่ควรเกิน 5% ที่สำคัญต้องเป็นเนื้อหาที่ตอบโจทย์ user และยาวพอที่จะทำให้ Panda มองว่าบทความนี้คือ content คุณภาพ (ประมาณ 1,000 words ขึ้นไป) และหากคุณคิดจะลองของกลับไปใช้เทคนิคการ spamming หรือ stuffing keywords แล้วล่ะก็ เราขอเตือนว่า อย่า ! เลยครับ เพราะถ้ามีปริมาณหน้าเว็บไซต์ที่มีการทำแบบนี้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเว็บไซต์ของคุณ Google จะเหมารวมเลยว่านี่คือ low quality เว็บไซต์ ซึ่งไม่คุ้มกันเลยกับชื่อเสียงของเว็บไซต์ที่สร้างมา

 

นอกจาก Panda ที่ทำงานในเรื่องการคัดกรองคุณภาพของ content แล้วยังมีอีกหนึ่ง algorithm นั่นคือ นกฮัมมิ่งเบริ์ด (Hummingbird) ที่เข้ามาช่วยเรื่องการค้นหา content คุณภาพด้วยเช่นกัน และสำคัญเป็นอย่างมากต่อการทำ SEO ซึ่งผมจะนำเสนอในบทความต่อไป เพราะบทความนี้น่าจะเกิน 1,000 words ได้แล้ว (มั้ง)


tags : ,